คนไทยจะหัวร้อนแค่ไหนหากอยู่บนท้องถนนของเมืองเหล่านี้

ทุกวันนี้เหมือนคนไทยเราจะเดือดดาลอยู่ตลอดแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อาจเป็นเพราะเรามีเรื่องให้เครียดอยู่ตลอด ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ปากท้อง ไม่เว้นแม้แต่การเมืองที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเราโดยตรง ช่างน่าเสียดายทั้ง ๆ ที่สยามเมืองยิ้มของเราเคยขึ้นชื่อเรื่องผู้คนที่เป็นมิตร จิตใจดี เป็นดินแดนพุทธที่ผู้คนมีปัญญาและเหตุผล ปัจจุบันกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทบกระทั่งกันบนท้องถนน ลำพังแค่เรื่องกดแตรก็มีปัญหากันได้ เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้มองว่าแตรมีไว้เพื่อเป็นการให้สัญญาณ แต่เป็นการหาเรื่องกันเสียอย่างนั้น ถ้าหากคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่หงุดหงิดเสมอเมื่อมือจับพวงมาลัยเราขอนำเสนอให้รู้จักกับวัฒนธรรมการขับขี่ของเมืองเหล่านี้เอาไว้ บางทีคุณอาจจะกลับไปใช้ชีวิตบนท้องถนนได้ดีกว่าเดิมก็เป็นได้

มุมไบ คนที่มักหัวร้อนกับการถูกรถคันอื่นบีบแตรใส่เสมอ แนะนำว่าหากมีโอกาสอยากให้ลองไปเยือนถนนหลวงในเมืองมุมไบประเทศอินเดียดูสักครั้ง บนท้องถนนที่รถติดสะบัดช่อของดินแดนภารตะชนิดที่ว่าถ้าคุณวางเดิมพันบนเว็บ VWIN คุณจะเล่นได้เป็นสิบ ๆ ตาบนรถนั้น คุณจะได้เห็นเหล่าผู้คนเต้นโจ๊ะ ๆ บนรถที่กระเด้งกระดอนพร้อมทั้งได้ยินเสียงแตรตลอด 24 ชั่วโมงจนหูแทบดับเลยล่ะ นั่นก็เพราะผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าการบีบแตรเสียงดัง ๆ ยาว ๆ บีบแตรเป็นจังหวะเพลง จะช่วยให้เทพเจ้าได้ยินและทรงประทานพรตามที่ขอ ซึ่งถึงแม้จะหนวกหูสุด ๆ แต่ก็ไม่มีใครหัวร้อนลงจากรถมาปะทะกันเหมือนในเมืองไทย อีกอย่างถ้ามีการวิวาทกันขึ้นมาทุกคนรู้ว่าจะโดนตำรวจใช้กระบองไล่หวดอย่างไม่ปราณีนั่นเอง

ลำพูน ชาวเมืองหริกุญไชยขึ้นชื่อเลยเรื่องการขับขี่ยวดยานบนท้องถนน แต่ไม่ใช่ในแง่บวกหรอกนะ ผู้คนจังหวัดอื่น ๆ ทางภาคเหนือจะรู้กันดีจนมีวลีฮิตติดปากว่า “อย่าขับตามก้นรถป้ายทะเบียนลำพูน” ซึ่งที่มาก็เพราะมักจะไม่เปิดไฟเลี้ยว ไม่ค่อยให้สัญญาณ คนขับตามหลังอาจจะซวยได้ แต่นี่กลับกลายเป็นข้อดี เพราะหลังจากวลีตลกร้ายนั้นแพร่กระจายออกไปผู้คนก็รู้จักป้องกันตัวเองด้วยการขับตามหลังกันแบบห่าง ๆ เว้นระยะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแม้แต่คนลำพูนด้วยกันเอง จังหวัดลำพูนจึงเป็นอีกหนึ่งจังหวัดในเมืองไทยที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน้อยทั้ง ๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แปลกไหมล่ะ?

โฮจิมินห์ เมืองหลวงของเวียดนามก็เป็นอีกแห่งที่คนหัวร้อนบนท้องถนนควรไปเรียนรู้วัฒนธรรม ท่ามกลางการจราจรอันคับคั่ง ยวดยานทุกคันขับขี่ไม่ต่างจากรถเมล์สายแปดในบ้านเราอันตรายยิ่งกว่านั้นคือเมืองนี้ไม่มีไฟแดงคอยให้สัญญาณ คนขับต้องระวังกันเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับขี่จักรยานยนต์ต้องใช้สกิลขั้นสูงเลยล่ะ ทุกคนที่ขับขี่บนท้องถนนของเมืองโฮจิมินห์จะทำใจไว้ครึ่งหนึ่งว่าทุกครั้งที่ขับออกไปอาจจะไปเกี่ยวกับรถคันอื่นหรือรถอาจเป็นรอยจากการเฉี่ยวชนได้ เพราะฉะนั้นพอถึงคราวเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้นมาจริง ๆ ถ้าไม่มีฝ่ายใดบาดเจ็บมากพวกเขาก็แค่อภัยให้กันแล้วต่างคนต่างไปเท่านั้นเอง

นี่คือเมืองตัวอย่างที่มีวัฒนธรรมในการขับขี่แบบแปลก ๆ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วคุณอาจไม่ต้องถ่อไปตามที่เราแนะนำแต่อย่างใด เอาไว้เมื่อมีโอกาสไปเยือนเมืองเหล่านี้ค่อยไปเรียนรู้วัฒนธรรมบนท้องถนนของพวกเขาก็ได้ แต่ในตอนนี้ด้วยความปรารถนาดีเราอยากฝากให้ทุกคนมีสติ รอบคอบ และใจเย็นลงสักนิดเมื่อขับขี่ยวดยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามมีเด็ก ๆ กับญาติผู้ใหญ่โดยสารไปด้วยกัน เรื่องพวกนี้จริง ๆ แล้วเป็นทักษะที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดงัดออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด จะว่าไปแล้วหัดขับรถยังถือว่ายากกว่าอีก จริงไหมล่ะ?